ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ทางใคร

๓o ส.ค. ๒๕๖๘

ทางใคร

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๑๗. เรื่อง “อานิสงส์ของการทำบุญ

กราบนมัสการหลวงพ่อ การทำสังฆทานได้บุญมากกว่าการทำทานที่ระบุพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่หากทำบุญคือความสุขใจ ทำไมเราทำบุญกับพระอริยเจ้าที่เราเลื่อมใสศรัทธาจึงมีความรู้สึกดีใจปีติมากกว่าการทำสังฆทานกับพระโดยทั่วไปที่เราไม่ได้ศรัทธาเจ้าคะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามอย่างนี้ความจริงมันไม่ต้องถาม ที่นี่เขาตอบเรื่องภาวนา โอ้! เวรกรรม

ฉะนั้นว่าการทำบุญทำกุศล เขาว่าทำสังฆทานแล้วได้บุญ ไอ้นี่เขาก็ถามว่าเขาทำกับอาจารย์ที่เขาเลื่อมใส ทำไมเขารู้สึกปีติมากกว่า

ไอ้นี่มันก็คือศรัทธา คือหัวใจของเรามันเปิด มันชอบใคร มันรักใคร ทำแล้วมันก็มีความสุข

สังฆทานๆ เขาพูดถึงเวลาหมายถึงว่า เวลาคนที่เขาไปถามพระพุทธเจ้าว่าทำบุญกุศลควรทำที่ไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกควรทำที่เธอพอใจ แต่เวลาถ้าบุญกุศลล่ะ ท่านก็วัดกันตรงนี้ไง

๑. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด

๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า

๓. พระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา แล้วก็พระอรหันต์ ถ้ารองลงมาก็พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน

แล้วถ้าเราเข้าใจพวกนี้ไม่ได้ว่าเป็นอริยสงฆ์ เราอยากจะทำบุญแล้วใจเราไม่ลง ให้ทำสังฆทาน สังฆทานเป็นสาธารณะ สังฆทานถึงพระสงฆ์ สังฆมณฑล พระสงฆ์หมายถึงสงฆ์ เราทำถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เจาะจงองค์ใดองค์หนึ่ง นี่พูดถึงว่ามันเป็นโดยข้อเท็จจริงไง

ทีนี้ข้อเท็จจริงส่วนข้อเท็จจริง แต่ความชอบของเรา ความพอใจของเรา

เขาบอกว่า ถ้าทำสังฆทานได้บุญ ไม่ให้ทำรูปใดรูปหนึ่ง แต่ทำไมเราไปทำกับอาจารย์ของเราแล้วเรารู้สึกปีติสุขดีใจ

อ้าว! ก็อาจารย์ของตนไง ก็มันชอบของมันโดยส่วนตัวไง แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้า เรารู้ได้อย่างไร แต่ถ้าเราเลื่อมใสของเรา เราทำของเรา สิ่งนี้เป็นบุญเป็นกุศล

ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่าให้ทำสังฆทานจะได้บุญมากกว่า เพราะเราไปทำสังฆทานแล้วเราก็ต้องมีความสุขปลื้มใจมากกว่า

เกือบตายกว่าจะจองคิวได้ กว่าจะเข้าไปได้เหงื่อโซกเลย ทำออกมา โอ้โฮ! โซเซออกมาเลย ไหน บุญอยู่ไหน

อ้าว! ก็ไปแข่งขันกับเขา มันเป็นกิจกรรม มันเป็นเรื่องพิธีกรรม พิธีกรรมเป็นพิธีกรรม เป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าจิตใจเราเป็นธรรมแล้วนะ เราทำที่ไหนก็ได้ เราทำอย่างไรก็ได้ เราไม่ไปเบียดเสียดแย่งชิงกับใคร

การเบียดเสียดแย่งชิงกับใครนั้นเพราะว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเรื่องทางโลก ถ้าเป็นทางธรรมๆ จบ

นี่พูดถึงว่าถ้าเป็นชาวพุทธ พอเป็นชาวพุทธนะ แล้วเข้าไปในพระพุทธศาสนา เรื่องอย่างนี้มันจะเบาบางลงไป มันไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเรายังไม่พัฒนา มันก็ติดเรื่องอย่างนี้ จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๑๘. เรื่อง “เพื่อไม่ประมาทในการทำบุญ”

หลวงพ่อ : เพราะตอนนี้มันคงมีเรื่องมาก

ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นขอขอบพระคุณที่หลวงพ่อตอบคำถามผมครับ เนื่องจากตอนนี้มีเรื่องราวที่ไม่ดีเกี่ยวกับการบริจาคบ่อยมาก และจากที่หลวงพ่อกล่าวไว้หลายวาระ ทำให้ผมคิดว่า อย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องบริจาคต่อไป เพราะการทำสมาธิมันเป็นบุญมากกว่าเยอะเลย

แต่ก็พาลคิดไปว่า การปฏิบัติเราเข้มแข็งพอที่จะสร้างบุญจากตรงนั้นได้หรือยัง หรือการคิดแบบนี้เป็นการเห็นแก่ตัว จะไปขัดขวางการทำสมาธิหรือเปล่า หรือหากจะมุ่งมั่นในการปฏิบัติอย่างเดียว ภพชาติต่อไปสติปัญญาเราอาจจะเข้มแข็ง แต่เราอาจขาดโภคทรัพย์หรือเปล่า

ขอความกรุณาหลวงพ่อช่วยเมตตาชี้แนะด้วยครับ ถ้าหากคำถามนี้ไม่เหมาะสมอย่างใด หลวงพ่อจะไม่ตอบก็ได้ แล้วแต่หลวงพ่อตัดสินใจ

ตอบ : เห็นไหม นี่คำถาม มันโลเลกันไปหมดเลย จะภาวนาๆ เรื่องการภาวนา ถ้าเข้าถึงการภาวนาได้นี่ยอดเยี่ยมมาก เพราะอะไร

เพราะการภาวนาเริ่มต้นนะ อย่างสังคมเรา “ถ้าไม่มีครูไม่มีอาจารย์เดี๋ยวบ้านะ ถ้าจะทำแล้วมันต้องมีคนคุ้มครองดูแลนะ” มันก็เลยเป็นอาชีพอาชีพหนึ่ง การสอนการปฏิบัติ เป็นการสอนสมาธิ ตั้งสำนักปฏิบัติกัน แล้วสอนจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แล้วสอนกันไป สอนออกนอกลู่นอกทางไปหมดน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน แต่เรามีครูมีอาจารย์ของเรา เราจะปฏิบัติของเรา แต่เราก็ทำบุญของเราเพื่อเป็นทาน ศีล ภาวนา เราทำได้ เราทำที่ไหนเราก็ทำได้ ถ้าเราทำแล้วมันจบสิ้นกันแค่นั้นไง

แต่ถ้าเราคิดว่าชาติหน้าจะไม่มีโภคทรัพย์

เราบิณฑบาตเยอะแยะ บิณฑบาตออกไปตามชนบท เขาอยากทำบุญกุศลเพื่อภพชาติหน้าเขาจะได้ร่มเย็นเป็นสุข จะได้มีทรัพย์สินเงินทอง ชาตินี้ทุกข์จนนัก

แล้วเวลาคนก็มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ สังคมไทยคิดกันแบบนี้ ถ้าคิดแบบนี้ปั๊บ ทางวิชาการเขาบอกว่า นี่เป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว เป็นการกรรโชกทรัพย์ เป็นการหลอกลวงเขา ปลิ้นปล้อนเขา

ถ้าคิดทางวิชาการทำวิจัย เขาก็วิจัยไปอีกเรื่องหนึ่ง ไอ้ความเชื่อของสังคมมันก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง แล้วความจริงล่ะ

ความจริงๆ สังคมไทยได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา เห็นไหม ทาน ศีล ภาวนา มีบริษัท ๔

อุบาสก อุบาสิกา มีหน้าที่การงานของเขา เวลาเขาทำหน้าที่การงานของเขา เขาอยากมีบุญกุศล เขาก็เสียสละเพื่อภิกษุ ภิกษุณี ได้มีโอกาสได้ปฏิบัติได้เต็มที่ของเขา ภิกษุ ภิกษุณี ทำอาหารให้สุกด้วยตัวเองก็ไม่ได้ จะทำงานเลี้ยงชีพไม่ได้ เพราะการบวชเป็นพระต้องใช้ชีวิตแตกต่างจากคฤหัสถ์

พระ การใช้ชีวิตของพระไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบโลก พระธรรมๆ คือพระธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระทำไปขายกาแฟ ไปทำไร่ไถนา ไปแข่งกับโลกเขา นี่เอ็งเอาเปรียบเขาเกินไป

ฉะนั้น เวลาอุบาสก อุบาสิกาเขาจะทำบุญกุศลของเขา ถ้าพระที่มีคุณงามความดีของเขา เพราะเขาไม่มีอาชีพ เขาไม่ทำไร่ไถนา เขาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่เป็นอีกระดับหนึ่งนะ

ระดับของสังคมก็แค่ทำบุญกุศล ระดับของพระพุทธศาสนา ภาวนาไง ทาน ศีล ภาวนา ฝ่ายภิกษุ ภิกษุณีเป็นนักรบ รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก

ในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาต ไปบ้านพราหมณ์ พุทธกิจ ๕ เช้าเล็งญาณ เขามีอำนาจวาสนา ก็บิณฑบาตผ่านไปบ้านพราหมณ์ ไปยืนหน้าบ้าน พราหมณ์ออกมาเทศน์เลย “ภิกษุ ภิกษุก็ทำไร่ไถนากินเองสิ มาเบียดเบียนชาวบ้านเขา ชาวบ้านเขาต้องทำไร่ไถนา เขาต้องมีอาหาร มีปัจจัยเครื่องอาศัย ภิกษุเอาเปรียบ ไม่ทำไร่ไถนา มาขอเขากิน”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “พราหมณ์ เราไถยิ่งกว่าพราหมณ์หลายเท่า พราหมณ์ไถแค่นาต่อปีๆ เราไถตลอดชีวิต เราใช้สติปัญญาเป็นผาล ไถลงไปกิเลสในใจของตัว ใช้สติเป็นเชือก ทั้งไถคราด ไถหว่าน ไถด้วยสติด้วยปัญญา”

เทศนาว่าการ พราหมณ์อ้าปากค้างเลย รีบวิ่งกลับไปในบ้านไปเตรียมอาหารจะมาใส่บาตรพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า “พราหมณ์ เรารับไม่ได้ เพราะพระภิกขาจาร เลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต ไม่กล่าววาจา” นี่เพราะว่าจะทรมานเอาพราหมณ์ไง ถึงเทศน์ไง “ถ้าเทศน์ มันเป็นวณิพก เรารับไม่ได้”

“ถ้ารับไม่ได้ทำอย่างไรล่ะ อยากจะถวายพระพุทธเจ้า”

“เทลงคลองไป”

พอไปเทนะ โอ้โฮ! ควันขึ้น อยู่ในธรรมบท

นี่ไง ภิกษุทำให้อาหารสุกเองไม่ได้ ภิกษุจะทำธุรกิจการค้าเหมือนโลกเขาไม่ได้ ภิกษุมีสติมีปัญญา มีมรรค ๘ ภาวนามยปัญญา ใช้สติปัญญามากกว่าการทำไร่ไถนา การทำธุรกิจการค้า การทำสิ่งใดต่างๆ ทั้งสิ้น ไอ้นั่นมันวิชาชีพ เป็นระบบเศรษฐกิจ หากำไรขาดทุน

ไอ้นี่หากิเลสน่ะ นี่พูดถึงถ้าให้ละเอียดขึ้นไปไง

ฉะนั้นบอก ถ้ามีโภคทรัพย์ สังคมไทยๆ เราบิณฑบาต เราได้ยินอย่างนี้เยอะแยะไปมาก ผู้เฒ่าผู้แก่พูดอย่างนี้ “ขวนขวายทำบุญกุศลเพื่อภพชาติหน้าจะได้มีความสุขความสบาย”

นี่ก็เหมือนกัน คำถามไง ถ้าเรามัวแต่ภาวนาอย่างเดียว แล้วถ้าไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง ถ้าเราเกิดภพชาติหน้า เราไม่ขาดโภคทรัพย์หรือ

ขาดโภคทรัพย์ แต่ถ้ามีสติมีปัญญา ความสุขไม่ใช่เกิดจากโภคทรัพย์อย่างเดียว ความสุขเกิดจากจิตสงบ ความสุขเกิดจากสติปัญญา คนมีสติปัญญาขึ้นมาทำไมมันแสวงหาโภคทรัพย์ไม่ได้

โภคทรัพย์ภายนอก เขาแข่งขันกันในทางเศรษฐกิจ

โภคทรัพย์ภายใน อริยทรัพย์ ทรัพย์ที่ทำให้คนวิเศษ เป็นอริยบุคคล เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ในปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่ไปอวดใคร พระพุทธศาสนาไม่มีโชว์ออฟที่ไหนนะ พระพุทธศาสนาโชว์ออฟกิเลสในใจของตัว กดมันลง ทำให้มันสงบระงับ แล้วฝึกหัดใช้ภาวนามยปัญญาเพื่อย่ำหัวมันไง นั่นถึงจะเป็นประโยชน์ไง

“ทำบุญกุศล ถ้าไม่บริจาคแล้วมันจะเห็นแก่ตัว เอาแต่นั่งภาวนา”

บุญกิริยาวัตถุ การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม เรายกตัวของเราถวายพระพุทธเจ้า การภาวนาน่ะทำทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การนั่งสมาธิ การนอน นอนในที่นอนอันนุ่มนวลอย่างนี้ แล้วต้องมานั่งทรมานอย่างนี้

บุญ บุญกิริยาวัตถุ กิริยาของเราที่จะนอน กิริยาของเราที่จะสะดวกสบาย เราอุทิศถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาถวายด้วยกิริยา แล้วถ้าเกิดสติ สมาธิ ปัญญา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เราต่างหากเป็นผู้ขวนขวายปฏิบัติ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มหัศจรรย์ตรงนี้ไง ไปตื่นเต้นกับอะไร

มีสติมีปัญญา ทำบุญกุศลเราก็ทำ ถ้าถึงเวลาสมดุล สมควร เราควรทำ เพราะมันเป็นบุญกุศลของเรา เราก็ทำ แต่ไม่ใช่ต้องมาคิดว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ มันขีดเส้นกับตัวเองมากเกินไป

แต่ถ้าเราทำ เราทำทั้งนั้นน่ะ ถึงโอกาสเรามีครูบาอาจารย์ เราไปวัดไปวา ทำไมเราไม่ทำ เราก็ทำของเรา เราฉลาด เรามีสติปัญญา แต่ถ้าต้องขวนขวายไปทำบุญกุศลโดยทิ้งการภาวนาของเรา ใครโง่ ใครฉลาด

ถ้าเราฉลาด เราเอาความจริงอันนี้ ถ้าความจริงอันนี้เกิดขึ้นมา จะเป็นบุญกุศลของเรา จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๑๙. เรื่อง “ตั้งขึ้นพิจารณาไม่ได้”

ขอโอกาสครูบาอาจารย์ กระผมต่อเนื่องจากเลขคำถามที่ ๓๑๑๕. หัวข้อ “เกล้ากระผม ควรดำเนินจิตอย่างไรต่อไป”

ก่อนอื่นต้องขอบคุณครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะย่อมเป็นขุมทรัพย์ เราคงตายด้วยความโง่ของตนอย่างแน่นอนหากความรู้จริงในธรรมไม่เกิดขึ้น

กระผมปฏิบัติมาสองปีกว่า หวังความพ้นทุกข์ ธุดงค์ขึ้นเหนือ เข้าป่าไปภาวนา เกิดเหตุขัดข้องอย่างไร ธุดงค์ลงอีสานเพื่อนำเรื่องราวถามครูบาอาจารย์ เล่าผลการปฏิบัติเพื่อแก้ไขจิตใจของตน เวลามันติดข้องในหัวใจ ถูกบ้าง ผิดบ้าง น้อมมาปรับปรุงแก้ไขใจตน

คำที่ครูบาอาจารย์บอกคือ “ภาวนาพุทโธเด้อ ภาวนาพุทโธเด้อ พุทโธๆ เด้อ”

ตอบ : นี่เวลาขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานไง

“ผมก็ทุลักทุเลของผมไปเรื่อย”

เขียนมามากมายมหาศาล แต่เราไม่อ่าน เราอ่านแล้วในคำถาม แต่ไม่อ่านลงในเว็บไซต์ มันยืดยาวเกินไป

ฉะนั้น เวลาคำถามๆ คำถามมาอย่างนี้ เขาบอก “จนวันหนึ่งจิตเป็นอัตโนมัติ ก้องในจิตอย่างนั้นเลย พุทโธจิตใจมันคับในหู จนมันปล่อยวางหมด บางวันกวาดตาด จิตวูบลงไปรู้สึกดับหมด ต้องค่อยๆ นั่งลงเพื่อให้มันวูบด้วยลม จิตมันดิ่งลงต่างหาก”

นี่คำพูดเวลาเขาพุทโธๆ มันจะเกิดอาการแบบนี้ เกิดอาการแบบนี้มันเกิดมาร้อยแปดพันเก้า เวลาเกิดสิ่งต่างๆ นี่การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ฉะนั้น มันอยู่ที่วาสนาบารมีของคน

เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านสอนว่าให้มีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเพื่อเครื่องอยู่ของใจ

ไอ้นี่เหมือนกัน เราฝึกหัดมาสองปี เวลาจิตมันก้อง จิตมันต่างๆ อะไรขึ้นมา มันเป็นเรื่องโลกๆ จะเข้าถึงคำถามแล้ว คำถามทั้งหมดถามมา เขียนมา มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้น คำว่า โลกๆ” เราเกิดมาจากพ่อจากแม่ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นโลก เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นข้อเท็จจริง

ทีนี้การฝึกหัดๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เกิดกับโลกนี้ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เป็นโลกไหม ก็เห็นๆ นี่

เวลาที่มันฝั่งตรงข้ามไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นธรรม โลกไม่รู้เรื่องด้วยเลย

นี่เหมือนกัน เวลาวางธรรมและวินัยนี้ไว้ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา นี่เป็นกิริยา เป็นเรื่องโลก เรื่องโลกเพื่ออะไร เพราะเราเกิดกับโลก ไม่พูดเป็นวิทยาศาสตร์ พูดเป็นโลก เราก็เข้าใจไม่ได้

ฉะนั้น เวลาศึกษา ๙ ประโยค เรื่องปริยัติมันเป็นข้อเท็จจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมวินัย เป็นพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกมันเป็นกิริยา เป็นวิธีการ

แต่เวลาหลวงปู่มั่นเวลาท่านประพฤติปฏิบัติ เวลาท่านบอกหลวงตาไง เวลาปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว ปริยัติกับปฏิบัติเป็นอันเดียวกัน

อันเดียวกัน หมายความว่า สิ่งที่ธรรมและวินัยเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตู้พระไตรปิฎก เวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาในหัวใจของเรา ปริยัติกับปฏิบัติเป็นอันเดียวกัน

แต่ผู้ถาม ในใจเรามันยังเป็นโลก เวลาปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่รู้ที่เห็นที่มันสักแต่ว่าปรากฏ มันไม่มีทุกข์เลย โลกๆ ทั้งนั้นน่ะ มันเกี่ยวกับโลกเพราะอะไร

วิธีการปฏิบัติทั้งหมด ผลของการประพฤติปฏิบัติ ผลของมันคือสมาธิ

นี่ไง เวลาเป็นสมาธิ เห็นไหม เวลาเราพูดถึงปาราชิก ๔ ไง อวดอุตตริมนุสสธรรม ตั้งแต่ฌานสมาบัติ คือสมาธิ ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม ปาราชิก ๔ ไปเปิดดู อวดอุตตริมนุสสธรรม ธรรมเหนือมนุษย์ คือฌาน ตั้งแต่ฌานสมาบัติ แล้วก็เริ่มตั้งแต่บุคคล ๔ คู่ ถ้าเป็นจริง มีอยู่จริง รู้จริง มันจะเข้าสู่ธรรม

ถ้ามันไม่มีอยู่จริง มันเป็นเรื่องโลกๆ เรื่องโลกๆ ก็เรื่องภาคทฤษฎี ภาคทฤษฎีมันก็เข้าสู่พระไตรปิฎก จบ ๙ ประโยค เรียนจบพระไตรปิฎก รู้ทางวิชาการในพระพุทธศาสนาเรื่องธรรม แต่แก้ทุกข์ตัวเองไม่ได้เพราะปฏิบัติยังไม่เป็น

แต่ถ้าทางวิชาการพูดธรรมะ จงฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแสดงธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่ของตัว แต่เวลาจะปฏิบัติของตัวนี่ไง เวลาจะปฏิบัติของตัวมันเป็นเรื่องโลก แล้วมันจะอย่างนี้

ปฏิบัติอยู่สองปี จิตมันวูบลงเลย วูบลงจนสักแต่ว่าปรากฏ ไม่รับรู้อะไรเลย แล้วก็ทดสอบด้วยนะ ผมลองให้มันเสื่อม ลองอยู่เป็นปกติว่ามันจะเป็นอย่างไร

มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ก็เอ็งลองไง

เยอะแยะไปนะ มีนักปฏิบัติมากมายประกาศตัวว่าเป็นพระอนาคามี คือละความโกรธได้ ละความโกรธได้ เมื่อก่อนเป็นคนโกรธมาก เป็นคนฉุนเฉียวมาก เดี๋ยวนี้ละได้หมดเลย

มีพวกนี้เขาไปหาหลวงปู่หลุย เขาบอกว่าเขาละความโลภ ความโกรธได้หมดเลย

หลวงปู่หลุยบอกว่า กูขอกอดเมียมึงหน่อยได้ไหม เมียมึงกูขอกอดที

มันไม่ถึงจี้ใจดำไง มันเป็นมายา มายาว่าเราจะละความโกรธ แล้วเราก็บอกเราไม่โกรธ ใครจะเอาไฟจี้ก็ไม่โกรธ ใครจะทำอย่างไรก็ไม่โกรธ แต่ถ้ากอดเมีย กอดเมียต่อหน้านะ มันโกรธเลยนะ

มันไม่ตรงกับกิเลสไง

นี่ก็เหมือนกัน ละหมดแล้ว ปล่อยหมดแล้ว สักแต่ว่า ว่างหมดเลย แล้วผมก็ทดสอบอยู่ตั้งหลายวันเลยนะว่ามันไม่เห็นมีอะไรเลย

มันไม่มีสิ เพราะเอ็งตั้งใจว่าจะไม่ให้มันมีไง

โธ่! กิเลสมันร้ายนัก นี่ปฏิบัติแบบโลกๆ ปฏิบัตินี่คือโลกทั้งนั้นน่ะ แล้วจะบอกว่าปฏิบัติอย่างนี้ผิดไหม ไม่ผิดหรอก การปฏิบัติเริ่มต้นก็ต้องเริ่มต้นแบบนี้ เริ่มต้นจากตัวตนของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการเพื่อให้เขามีศรัทธาก่อน เวลาไปเทศนาว่าการไปโปรดสัตว์นะ เริ่มต้นจากคนไม่เข้าใจอะไรเลย “อนุปุพพิกถา” ในพระไตรปิฎกคำนี้จะมีเป็นพื้นฐาน

เริ่มต้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปุถุชน คนทุกข์คนจน คนทุกข์คนยาก เทศนาว่าการให้เขาฝึกหัด ให้เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วให้ทำบุญทำกุศล เสียสละทาน พอจิตใจเป็นทาน จิตใจก็เริ่มมีสติปัญญาขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงจะแสดงอริยสัจ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าแสดงอริยสัจนะ ถ้ามาเทศนาโปรดเรานะ เราเป็นชาวนา บอกว่าทุกข์ควรกำหนด

โอ้โฮ! เราไถนาทุกข์เกือบตาย ไถนานี่เหนื่อยน่าดูเลยนะ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็ทุกข์ใจ กว่าจะฝนจะตก จะไปไถนานี่ทุกข์มากเลยนะ

ทุกข์ควรกำหนด เราก็ทุกข์ตอนไถนานั่นน่ะ แต่ไม่รู้ว่าไถนามันเป็นแค่วิชาชีพ อาชีพที่ตัวทำ แต่ทุกข์จริงๆ มันทุกข์อยู่ที่ ทุกข์คือ ชาติปิ ทุกฺขา ชาติการเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ทุกข์เพราะมีตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเราไม่รู้ เราไปรู้ว่าพฤติกรรมที่เราทำเป็นทุกข์

นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเข้าใจหมดเลย

มันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันเป็นอย่างนี้นี่ไง ถ้ามีครูบาอาจารย์ ถ้าปฏิบัติเป็นเรื่องโลกๆ มันก็เป็นเรื่องโลก แล้วปฏิบัติมันก็เป็นโลกทั้งนั้น

แล้วในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญจากหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประชุมสงฆ์ๆ ไง ว่าจะฝึกหัดปฏิบัติธรรมทายาท ถ้าฝึกหัดปฏิบัติธรรมทายาทต้องมีข้อวัตรปฏิบัติไง ข้อวัตรปฏิบัติเพื่อหัวใจมันจะได้อยู่ที่นี่ เพราะอะไร

เพราะท่านสององค์วิ่งหาหัวใจของตน กว่าจะทำสมาธิได้ หลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่มั่นเข้าป่าเข้าเขาไป มันเตลิดเปิดเปิงนะ กว่าจะทำความสงบเป็นไง ถ้าทำความสงบเป็นแล้วมันถูกหรือมันผิด

ถ้ามันผิดมันเป็นมิจฉาไง สงบแล้วอย่างที่ว่านี่ มันวูบลงหมดเลย แล้วมันเข้าใจหมดเลย แล้วมันปล่อยหมดเลย

คำพูดมันฟ้องหมดว่ามันไม่มีเหตุไม่มีผล

มันไม่มีเหตุ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานในอะไร ปัญญาอบรมสมาธิ ในธรรมชาติทั้งหมดเห็นว่ามันเป็นอนิจจัง ปล่อยวางมันเข้ามา เห็นไหม ถ้าเป็นสมถกรรมฐาน ถ้าเป็นพุทโธๆ พุทโธจนมันปล่อยพุทโธ มันเป็นตัวของมันเอง นี่สมถกรรมฐาน

สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร นี่จะเข้าสู่ธรรม นี่คือประพฤติปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ในการอบรมบ่มเพาะของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

กว่าจะทำหัวใจของตนให้เป็นตัวตน ให้เป็นสัมมาสมาธิที่ถูกต้องชอบธรรม

อย่างที่คำถามที่พูดมานี้ ผลของมันคือความสงบเท่านั้น แต่ผลความสงบแล้วเราขยับตัวเราเองหรือการพัฒนาตัวเองทำไม่ถูกต้อง พอทำไม่ถูกต้องมันก็เป็นความเห็นของตน เป็นประสบการณ์ของตน

แล้วบอกว่าขึ้นไปภาคอีสานสองปี ไปหาครูบาอาจารย์ “พุทโธเด้อ พุทโธเด้อ”

ถ้าบอกเรา เราก็บอกพุทโธ แต่พุทโธแล้วต้องให้สังเกตด้วยว่านี่คืออะไร สติถ้ามันเท่าทัน มันปกป้องอารมณ์ความรู้สึกได้

คำบริกรรม จิตต้องมีนวกรรม จิตต้องมีการกระทำ

ปัญญาอบรมสมาธิก็ใช้สังขารกับสัญญา สัญญาคือความจำได้หมายรู้ สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่ง ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ จิตมันก็มีการกระทำของมัน แล้วถ้ามันเท่าทันมันก็ปล่อย ปล่อยมันก็หยุด ปัญญาอบรมสมาธิ

พุทโธๆ จิตมันกำหนดพุทโธ จิตมันมีการกระทำ พอมีการกระทำ พุทโธๆ จนพุทโธกับความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันไปด้วยกัน มันไปด้วยกันมันก็ราบรื่น

แต่เดิมพุทโธเครียดเกือบตาย เพราะพุทโธกับจิตมันคนละอัน พุทโธนี่พุทธานุสติ จิต จิตมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสไม่ต้องการให้ใครยิ่งใหญ่ กิเลสมันจะพลิกแพลงของมันอยู่ตลอดเวลา กิเลสมันจะล้มล้างทุกอย่างที่จะเข้ามาถึงตัวมันได้ นี้พุทโธมันถึงได้เครียด พุทโธมันถึงต่อต้าน พุทโธมันถึงมีการผลักกันน่ะ แต่เราก็ฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

พระอัสสชิสอนพระสารีบุตร ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุของมัน มีเหตุมีผล มีการกระทำ มีการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม ผลของมันถึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม

พุทโธจนพุทโธที่มันสงบแล้ว ถ้ามันสงบแล้วมีสติควบคุมมันหรือไม่

สัมมาสมาธิมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ แล้วเป็นสัมมาสมาธิที่มีสติชอบธรรม ถ้าชอบธรรม มันทรงตัวได้ มันมีกำลัง มันจะน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม

ถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม

เห็น เห็นอะไร

เห็นกิเลสครับ เห็นหมด รู้

ถ้าเห็นกาย ไม่รู้จักกิเลส นั้นเป็นการเห็นทางโลก ถ้าเห็นกาย เห็นไหม ดูวัดสิ วัดกรรมฐานจะมีโครงกระดูกแขวนไว้ จะมีภาพอสุภะ...พิธีกรรม เรื่องโลกๆ เพราะอะไร เพราะในพระไตรปิฎก ธรรมและวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมฐานไง

วัดทั่วไปในประเทศไทย ในโลกนี้ ถ้าฝ่ายปฏิบัติในโบสถ์จะเขียนรูปซากศพ แล้วพระไปยืนพิจารณา นี่ไง นี่เป็นกิริยา เป็นพิธีกรรม คำสั่งสอน เริ่มต้นปฏิบัติก็ปฏิบัติจากพิธีนี่แหละ แล้วพอปฏิบัติพิธีแล้ว พอศาสนามันมั่นคงขึ้นมาไง

เมื่อก่อนปฏิบัติไม่ได้ เดี๋ยวบ้า เดี๋ยวร้อยแปดพันเก้า พอหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านยืนยันว่าธรรมะมีจริง ผู้ปฏิบัติจริงรู้จริง โอ้โฮ! ตามแบบหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ถ้าผู้หญิงก็ แหม! แม่ชีแก้ว แต่เขาทำจริงนะ

ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

พิธีกรรมมันเป็นแค่พิธี แต่พิธีมันจะต้องมีเหตุมีผล มีสัจจะมีความจริง พอมีเหตุมีผลขึ้นมาจะมีสติ สมาธิคือจิตที่เป็นเอกเทศ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

แต่นี่บอกว่า “พอจิตมันวูบ มันสักแต่ว่า”

สักแต่ว่าคืออะไรล่ะ มาแล้ว สักแต่ว่ามันมีเหตุแล้ว มีสมุทัยเจือปนแล้ว

“มันสักแต่ว่า มันว่างหมดเลย แล้วมันไม่เสื่อม ดูมาหลายวันแล้วมันไม่เห็นเสื่อมเลย”

มันไม่เสื่อมหรอก เพราะเอ็งยังดูมันอยู่ ถ้าเอ็งลองไม่สนใจไม่กี่วันเดี๋ยวก็เสื่อม เสื่อมก็คือเสื่อม

บอกว่า “มันไม่เสื่อม”

เป็นไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีผล

สมถะคืออะไร วิปัสสนามันคืออะไร รู้ รู้อะไร เห็น เห็นอะไร เห็นแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร วิปัสสนา ปัญญามันหมุนไปอย่างไร นี่ข้อเท็จจริงในการปฏิบัตินะ

แต่ถ้าพูดไปแล้วจะบอกว่า ผมไม่มีอะไรถูกเลยหรือ

มันก็ถูก ถูกที่พิธีปฏิบัตินี่ไง เพราะในโบสถ์เขาเขียน พระยืนพิจารณาอสุภะอยู่เต็มไปหมด นั้นมันก็เป็นแผนที่ เป็นบอกถึงว่า พระพุทธศาสนาจะเข้าไปถึงกิเลส จะเข้าไปถึงใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้ มันเป็นโลกๆ โลกียะ แล้วเราก็ทำแบบนั้นน่ะ เอาภาพนั้นน่ะ แล้วเราก็ทำเหมือนภาพนั้น แล้วใจมันเป็นอย่างไรล่ะ มันยังไม่เกิดเป็นธรรมไง

เวลาเกิดเป็นธรรมนะ เวลาคนเรามันทุกข์มันยาก มันอยากจะสงบระงับ เขาไปเที่ยวป่าช้า ในพระไตรปิฎกยังบอกว่า ก่อนจะไปเที่ยวป่าช้าต้องแจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้านไว้ก่อน เพราะว่าถ้าเราไปโดยพลการ เกิดมีคดีอาชญากรรมขึ้นมา เขาจะมาจับว่าพระเป็นผู้ทำร้ายคน ต้องแจ้งผู้ใหญ่บ้าน

ในพระไตรปิฎกสอนไว้หมด แล้วเวลาไปให้ไปเหนือลม อย่าไปใต้ลม ถ้าไปใต้ลม กลิ่นมันจะแรง มันจะทำให้สติปัญญาหรือจิตมันอ่อนแอลง ถ้าไปเหนือลม ลูกศิษย์พระตถาคต นักภาวนา ไปเหนือลม แล้วไปแล้วตั้งจิตให้ดีแล้วมอง ไปมองที่ซากศพเก่าๆ นะ ถ้าไปมองที่ซากศพใหม่ๆ เดี๋ยวกามมันจะเกิด

นี่ขนาดไปเที่ยวนะ ให้ดูซากศพเก่าก่อน พอจิตใจมันเข้มแข็งแล้วค่อยดูซากศพปานกลาง แล้วซากศพใหม่ ถ้าซากศพใหม่ ถ้าไปดูแล้วมันเกิดความรู้สึกได้

ดู ดูนะ กำหนดจิต ดูแล้วให้หลับตาลง เห็นภาพนั้นไหม อุคคหนิมิต ติดภายในแล้ว อุคคหนิมิต นิมิตภาพเห็นไหม ถ้าเห็น ให้กลับไปที่อยู่ ภาพนั้นน่ะเอาไปวิปัสสนา แล้วถ้าวิปัสสนา พอใช้กำลัง ภาพนั้นจะหาย แล้วภาพหาย ถ้าเราระลึกขึ้นได้ มีได้ ถ้าไม่ได้ ก็ต้องไปที่ป่าช้า

เขาไม่ได้เอาซากศพมาแขวนไว้ในวัด เขาไม่ได้เอาซากศพมา ซากศพไม่ต้องไปหา ซากศพมันอยู่กับเรานี่ ซากศพมันกินทุกวัน ขี้ทุกวัน ซากศพอยู่ที่ตัว

เวลาภาวนา นักภาวนา แหม! อสุภะนะ ทำหนังสืออสุภะ นั่นเป็นพิธีกรรม การตลาด หาศรัทธา ระดมทุน มันเรื่องออกโลกไปหมดน่ะ ถ้ามึงเป็นโลก

ถ้ามึงเป็นธรรม ถ้าเป็นธรรมมันก็อยู่ที่วาสนานะ ถ้าวาสนาของเรา อำนาจวาสนาเราน้อย เวลาการกระทำอย่างไรมันล้มลุกคลุกคลาน มันก็กรรมของสัตว์

พิธีกรรมนี่ถูก เพราะพิธีกรรมตามโบสถ์ก็เขียนไว้ ในพระไตรปิฎกก็เยอะแยะ แต่มึงทำเป็นหรือเปล่า เป็นหรือไม่เป็นนี่สำคัญ ถ้าเป็นนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง แล้วจะเป็นทุกคนไหม

หลวงตาบอกอยู่ว่าหลวงปู่มั่น “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

ถามแล้วพระตอบไม่ได้ พระตอบไม่ได้ก็กรรมของสัตว์ ท่านก็ดูแลไว้ แล้วให้อยู่รอบนอก ให้ฝึกหัด ให้สร้างอำนาจวาสนาบารมี เวลาเจาะอย่างนี้ เจาะหลวงตาอย่างนี้ หลวงปู่จวนอย่างนี้ เวลาเจาะ เจาะคนที่เป็น คนที่ได้ คนที่เป็น คนที่ได้เขาต้องมีวาสนา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวามากกว่าพระอรหันต์แสนกัป

การสร้างสมบุญญาธิการมา ถ้าจิตมันไม่มีอย่างนั้น ใครก็ภาวนาได้ แต่ภาวนาแล้วผลของมันล่ะ ถ้าเป็นเรื่องโลกก็เอาเรื่องโลกมาฟาดฟันกัน แล้วเรื่องโลกๆ เพราะนักปฏิบัติทั้งหลายปฏิบัติได้แค่เรื่องโลก เรื่องโลกก็ตั้งสำนักปฏิบัติกัน แล้วก็คุยกันเรื่องโลกๆ แล้วก็ปฏิบัติแบบโลกๆ แล้วโลกเป็นอย่างนั้น เป็นอุปาทานหมู่ เป็นอุปาทานทั้งหมดเลย

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราเหลือกี่องค์

หลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการไว้ไง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง มีแต่แซงหน้าแซงหลังไปทั้งนั้น ไอ้พวกเดินตามมีน้อยนัก

ไอ้นี่ปฏิบัติไปแล้ว อู้ฮู! อึกทึกครึกโครม อึกทึกครึกโครมนั่นน่ะออกนอกแนวทางแล้ว ไม่เป็นสัปปายะ ไม่เป็นการเห็นบุญเห็นคุณของสถานที่ปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โคนต้นโพธิ์ จนเป็นสัญลักษณ์มาถึง ๒,๐๐๐ ปี ๕,๐๐๐ ปียังต่อไป เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นอยู่ในป่า โคนต้นไม้ ระลึกถึงตลอดเวลา เห็นบุญเห็นคุณทั้งนั้นน่ะ

แล้วที่ประพฤติปฏิบัติปล่อยให้มันเป็นตลาด ใครเข้ามาก็ยิ่งใหญ่ ใครเข้ามาก็จะบงการ มึงจะเป็นวัดไปได้อย่างไร ถ้าเป็นธรรม แต่ไม่มีใครรู้จัก โลกยิ่งใหญ่ทั้งนั้น

นี่ย้อนกลับมาคำถามไง คำถามนี้ ผมทำอย่างนี้ ผมทำอย่างนี้

ทำอย่างนี้คือโลกทั้งหมด

ถูกไหม

ถูก แต่ถ้าวาสนาคนมีนะ มันจะรู้ตัวเองว่า ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิจะเป็นอย่างไร

ไอ้นี่บอก ผมเช็ก ผมดู มันไม่เห็นเสื่อม

ไม่เสื่อมหรอก เพราะเอ็งกำลังดูอยู่ แล้วถ้าดูบางทีก็เสื่อม ถ้าสติมันขาด

สิ่งที่พูดมานี่ ถ้ามันไม่มีเหตุไม่มีผล มันก็แค่สมถะ มันก็แค่ทำความสงบของใจ เพราะอะไร เพราะไม่เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงจะไม่ถามแม้แต่คำเดียว มันจะชัดเจนหมดเลย เอ๊อะ! เอ๊อะ!

เพราะอะไร

เพราะศึกษาเล่าเรียนมาเป็นวิชาการ เป็นความรู้ของเรา เราก็เชื่อมั่นความรู้ของเรานะ แต่พอเห็นจริงก็ เอ๊อะ! โอ้โฮ! มันตรงข้ามกับความเข้าใจกูเลยนี่หว่า แล้วจริงด้วย เพราะเห็นจริงๆ คราวนี้เห็นจริง ถ้าเห็นจริงนั่นน่ะเห็นกิเลส แล้วจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา เพราะมันใช้พลังงานมาก

สัมมาสมาธิคือตัวพลังงาน ถ้าตัวพลังงานไม่มี เป็นความจำ เป็นสถานะของความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีความรู้สึกนึกคิด แล้วมันก็รู้สึกนึกคิดไปตามความเป็นมนุษย์ แต่มันไม่มีกำลัง ไม่มีพลังงาน

สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเป็นตัวแบ่งระหว่างพลังงานโลกและธรรม

พลังงานโดยธรรมชาติ พลังงานโดยต้นทุนเดิมคือสถานะของความเป็นมนุษย์ คือชีวิต สัมมาสมาธิมันจะแยกกับความเป็นโลก เป็นมนุษย์ เข้าสู่ธรรม เข้าสู่ธรรมคือภาวนามยปัญญา ถึงเป็นโลกุตตรธรรม

โลกียะเรื่องโลก โลกุตตระวิปัสสนา แตกต่างกัน ถ้าคนภาวนาเป็นจะชัดเจน ถ้าคนภาวนาไม่เป็นก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่าถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรมก็วาสนาของคน ทางของใคร หลวงปู่มั่นท่านเลือกชี้ เห็นไหม ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ท่านสอนแต่ละอย่าง

ฉะนั้น ๙ ประโยคเป็นเลขาของเจ้าคณะภาค ไปหาหลวงปู่ฝั้นไง “ผมเรียนจบทุกอย่าง ผมทำหน้าที่การงานเป็นเลขาเจ้าคณะภาคเลยล่ะ ผมอยากปฏิบัติ เริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร”

หลวงปู่ฝั้นบอกว่า ทุกข์เอ็งอยู่ที่ไหนล่ะ

นี่รู้ไปหมดน่ะ แล้วมันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้น แล้วปฏิบัติไปมันก็ปฏิบัติไปตามพิธีกรรม ทำพิธีกรรมถูกต้องชอบธรรมหมด ๑ ๒ ๓ ๔ สเต็ปหมดเลย

ผมภาวนามา ๕๐๐ ชั่วโมง ผมได้อะไรครับ

ถ้าเอ็งถามแสดงว่าเอ็งไม่ได้อะไรเลย ถ้าเอ็งได้เอ็งจะรู้หมด ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตน ถ้าไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตน จะเห็นกิเลสได้อย่างไร จะสู้กับมันได้อย่างไร นี้คือการประพฤติปฏิบัติในแนวทางกรรมฐานของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เอวัง